แผนงานระบบบริการปฐมภูมิ
ระบบบริการปฐมภูมิ เป็นฐานรากสำคัญของระบบบริการสุขภาพ การพัฒนาคุณภาพของระบบบริการปฐมภูมิถือว่าเป็นยุทธศาสตร์คานงัดที่สำคัญในการเพิ่มคุณภาพของระบบบริการสุขภาพโดยรวม และทำให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม รวมทั้งระบบสุขภาพชุมชนเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาสุขภาวะของประชาชน ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องมีการพัฒนาบนฐานความร่วมมือ ร่วมรับผิดชอบระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ หน่วยภาคีภาครัฐสาขาต่างๆ กับประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ก็ยังพบว่าระบบบริการปฐมภูมิอยู่ในสถานะที่ไม่เข้มแข็ง และมีคุณภาพไม่ทั่วถึง อันเนื่องจากปัจจัยหลายประการทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และด้านกำลังคน รวมทั้งบริบทพื้นที่ของประเทศไทยมีหลากหลายลักษณะ จำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อหาแนวทางดำเนินงานและข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสม ในด้านระบบสุขภาพชุมชน ก็ยังต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาในกระบวนการที่ทำให้ประชาชนมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิผล และดำเนินการได้อย่างยั่งยืน สำนักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(สพช.) จัดตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยจัดการความรู้และงานวิจัย เพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้และมีความยั่งยืน พัฒนาและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม แบบสหสาขาของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มีบทบาทสนับสนุนด้านวิชาการ การจัดการ และทรัพยากร
วัตถุประสงค์ของแผนงาน
- ติดตาม และประเมินสถานการณ์การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และระบบสุขภาพชุมชนในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง
- ร่วมมือ ประสานกับภาคีวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้ใช้งานวิจัย ผู้บริหารระบบสุขภาพ ผู้ให้บริการสุขภาพ ประชาคมสุขภาพ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจัดวางผังพิสัยการวิจัย (Research Mapping)
- บริหารจัดการให้เกิดงานวิจัยตามผังพิสัยการวิจัย ในลักษณะสหสาขา ร่วมกับสถาบันวิชาการต่าง ๆ ทั้งในมหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยต่างๆ ให้เป็นเครือข่ายวิจัยสุขภาพชุมชน
- พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ และระบบสุขภาพชุมชนบนพื้นฐานองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นใหม่ หรือบูรณาการจากองค์ความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมด
- จัดการความรู้ รวบรวม สังเคราะห์ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบริการปฐมภูมิ และระบบสุขภาพชุมชนในประเด็นต่างๆ ที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ตอบสนองต่อชุมชน และสังคม
ผลได้ของแผนงาน
- รายงานสถานการณ์ระบบบริการปฐมภูมิ ประจำปี
- กรอบและประเด็นการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิในระยะ 3 ปี
- ผลวิจัยและสังเคราะห์ความรู้เพื่อการพัฒนานโยบาย เพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ/รพ.สร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล
- ชุดความรู้เพื่อการพัฒนาระบบดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะ โดยหน่วยบริการปฐมภูมิ
- ชุดความรู้แนวทางปฏิบัติงานตามกลุ่มภารกิจบริการสำหรับบุคลากรในรพ.สต.
- ผลการติดตามประเมินผลระบบบริการปฐมภูมิในรพ.สต
ผู้รับผิดชอบ
- -------
ติดต่อแผนงาน
- อีเมล hsri@hsri.or.th
วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน
ความหมายภาพรวม ชุมชน คือ พื้นที่แห่งความร่วมมือ และเป็นระบบสังคมที่ประชาชนมีคุณค่าและสถาบันร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีการกระจายอำนาจของอำนาจหรือพลังภายในชุมชน และชุมชนสามารถพิจารณาความหมายได้ 3 นัยยะ (Patrick & Wickizer : 1995) คือ ชุมชนเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ชุมชนเป็นพื้นที่การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และชุมชนเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองและทางสังคม ความหมายดังกล่าว มีความสอดคล้องกับความหมายของชุมชน ที่กำหนดในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 คือ “ชุมชน หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอันเนื่องมาจากการมีผลประโยชน์ หรือมีค่านิยมร่วมกัน หรือมีปัญหาร่วมกัน หรืออาศัยอยู่ในอาณาเขตทางภูมิศาสตร์เดียวกัน หรือมีความสนใจ และมีกิจกรรมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน” นอกจากนี้ พิจารณาจากหลักการ เป้าหมายและมาตรการที่กำหนดไว้ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางการการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ พบว่า ภาพอนาคตของระบบสุขภาพพึงประสงค์ภายในปี 2563 ที่ระบุไว้ ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านสุขภาพของชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับพื้นที่ ทั้งนี้กลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่พึงประสงค์จะต้องมีนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนร่วมมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกัน ควบคุมโรคและปัจจัยคุกคามสุขภาพ และสนับสนุนการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค การสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ตลอดจนสนับสนุนกลไกและจัดให้มีทรัพยากรที่เพียงพอ มีระบบการติดตาม ประเมินผลและการตรวจสอบเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล
วัตถุประสงค์ของแผนงาน
- สังเคราะห์องค์ความรู้ และกรอบความคิดจากนวัตกรรมของตัวแบบ(Model)พัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน จากบทเรียนโครงการสนับสนุนการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนทุกระดับ ที่องค์กรต่างๆสนับสนุนอยู่ รวมถึงสังเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และข้อควรคำนึงถึงอื่นๆ
- สังเคราะห์เสนอทางเลือกของตัวแบบระบบจัดการสุขภาพชุมชนทั้งปัจจัยกำหนดสุขภาพในชุมชนและระบบบริการสุขภาพ ที่มีตัวแบบกลไกหลัก(key mechanism) กลไกร่วม (supportive mechanism) และเครื่องมือพัฒนาความเข้มแข็งของระบบสุขภาพชุมชน ที่ใช้ความต้องการด้านสุขภาพของพื้นที่/ชุมชน เป็นปัจจัยขับเคลื่อนระบบ บูรณาการกับการจัดการทรัพยากรจากแหล่งทุนภายนอก ผ่านกลไกหลักและกลไกสนับสนุน
- สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดปัจจัยที่จำเป็นของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของกลไกหลักและกลไกสนับสนุน โดยผ่านการทดสอบทางเลือกของตัวแบบตามข้อ 2
- สร้างต้นแบบการเชื่อมโยงความรู้สู่ชุมชน และการขยายผลความรู้จากโครงการวิจัยและพัฒนาสู่พื้นที่อื่น
ผลได้ของแผนงาน
- ตัวแบบกลไก/กระบวนการ ของการพัฒนาความเข้มแข็งระบบสุขภาพชุมชน
- ขยายการนำธรรมนูญฯสู่ปฏิบัติการ
- ตัวแบบการเชื่อมต่อความรู้(ด้านสุขภาพ)สู่ชุมชน
- ระบบที่ออกแบบสามารถขยายผลให้ความรู้ไหลไปยังพื้นที่ที่ยังขาดส
- สร้างภาคีหุ้นส่วนระหว่างองค์กรให้ทุนและหน่วยงานต่างๆที่ทำงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนในพื้นที่
ผู้รับผิดชอบแผนงาน
- --------
ติดต่อแผนงาน
- อีเมล hsri@hsri.or.th
วิจัยและพัฒนาระบบดูแลระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก โดยประเทศไทยมีจำนวนและสัดส่วนผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นสัดส่วนของผู้สูงวัยจะเพิ่มจากร้อยละ 7.2 ในปี พ.ศ.2533 เป็นร้อยละ 9.2 ในปี พ.ศ.2543 เป็นร้อยละ 11.5 ในปี พ.ศ.2553 และเป็นร้อยละ 15.3 ในปี พ.ศ.2562 การที่จำนวนผู้สูงวัย 60 ปี มีมากกว่า10% ของจำนวนประชากรนี้ ทำให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) นอกจากนี้ประชาชนไทยปัจจุบันยังถูกคุกคามด้วยโรคเรื้อรัง ส่งผลถึงภาวะสุขภาพที่ทำให้ตกอยู่ในภาวะที่ต้องการการดูแลระยะยาว
แม้ว่าในสังคมไทย มีแนวทางและค่านิยมสนับสนุนให้มีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง/ผู้สูงอายุ/ผู้ทุพพลภาพที่บ้าน โดยสถาบันครอบครัวเป็นหลักในการดูแล แต่ก็มีรายงานปัญหาการที่ลูกต้องเข้าเมืองเพื่อทำงาน และทิ้งผู้ป่วยให้ดูแลตนเองในบางพื้นที่ ปัญหาความเครียดของผู้ดูแล และสภาพในเมืองใหญ่ที่บุคคลต้องดิ้นรนหารายได้ จึงเป็นไปได้ยากที่ครอบครัวที่ยากจนจะดูแลผู้ป่วยในครอบครัวได้ โดยภาพรวมการจัดการระบบการดูแลผู้สูงวัย/ผู้ป่วยเรื้อรังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงบริบทต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งสำหรับการดูแลในทุกครัวเรือนหรือทุกชุมชนได้ ส่งผลทำให้การให้บริการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในสถานบริการ หรือในสถาบัน(institutional care) ยังคงมีความจำเป็นและให้ความสำคัญอยู่
การดูแลในสถานบริการหรือในสถาบัน เป็นการดูแลสำหรับบุคคลที่ป่วยเรื้อรังหรือมีความพิการหรือทุพพลภาพ ความเจ็บป่วยเรื้อรัง สูญเสียความสามารถในการประกอบกิจกรรมอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยหรือความพิการ (กนิษฐา บุญธรรมเจริญ และ ศิริพันธุ์ สาสัตย์, 2548) จากงานวิจัยดังกล่าวและการศึกษาในสถานสงเคราะห์คนชรา พบว่าสถานบริการเหล่านี้ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลางการจัดบริการ หรือมาตรฐานขั้นต่ำที่ควรจะเป็นในการจัดบริการโดยเฉพาะบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ซึ่งยังพบว่ามีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรในการดูแลฟื้นฟู ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด และยังไม่มีศึกษาต้นทุนบริการที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ขณะที่แนวโน้มของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์มีภาวะของความพิการและเจ็บป่วยเรื้อรังตามมา จำเป็นต้องการการได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพเพิ่มมากขึ้น จึงมีคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานในการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มพึ่งพิงว่าควรเป็นอย่างไร ตลอดจนงบประมาณที่ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อคนต่อปีตามที่ควรจะเป็นเท่าไร ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็น ในการพัฒนากรอบและแนวทางการพัฒนามาตรฐานบริการดูแลระยะยาวขึ้น
วัตถุประสงค์
- เพื่อรวบรวม และสังเคราะห์องค์ความรู้ระบบบริการดูแลผู้สูงอายุในสถานบริการหรือสถาบัน จากประสบการณ์สถานบริการหรือสถาบันที่เป็นแนวทางการปฏิบัติในประเทศไทย
- เพื่อพัฒนากรอบและแนวทางการพัฒนามาตรฐานการบริการดูแลผู้สูงอายุในสถานบริการหรือสถาบัน
- สนับสนุนการพัฒนาต้นแบบระบบการดูแลระยะยาวในสถาบัน
ผลได้ของแผนงาน
- ความรู้ต้นแบบในการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในสถาบัน
- สถานสงเคราะห์คนชรา 2 แห่ง ที่พร้อมในการพัฒนาต้นแบบระบบ
- ระบบที่ออกแบบสามารถเป็นจุดอ้างอิงของสถานบริบาลภาคอื่นๆได้
ผู้รับผิดชอบแผนงาน
- -------
ติดต่อแผนงาน
- อีเมล hsri@hsri.or.th




